Body Oil กับ Massage Oil ดูเหมือนเป็นน้ำมันสำหรับผิวเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วสองตัวนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำหน้าที่เดียวกัน Body Oil คือออยล์ที่ออกแบบมาเพื่อบำรุงผิว ใช้หลังอาบน้ำ ใช้ในชีวิตประจำวัน และปล่อยให้แห้งบนผิวได้เลย ส่วน Massage Oil คือออยล์ที่ออกแบบมาเพื่อการนวด จุดสำคัญคือ ความลื่น ที่ช่วยให้มือนวดเคลื่อนไหวบนผิวได้ต่อเนื่อง ซึมเข้าผิวช้ากว่า เพราะฉะนั้น ความต่างไม่ได้อยู่แค่ว่าออยล์ตัวไหนเบากว่า หนักกว่าแต่อยู่ที่ว่า “เราจะใช้ออยล์นั้นเพื่ออะไร” ถ้าอยากบำรุงผิว เติมความชุ่มชื้น และมีกลิ่นหอมในทุกวัน Body Oil คือคำตอบ แต่ถ้าอยากนวดตัวจริงจัง ใช้เวลานวดนานๆ และต้องการความลื่นต่อเนื่อง Massage Oil จะตอบโจทย์กว่า
เลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ เพื่อได้รับประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
Tip: ช่วงเวลาที่แนะนำ
ควรใช้หลังอาบน้ำทันที ขณะที่ผิวยังหมาดเล็กน้อย เพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีที่สุด
Massage Oil น้ำมันนวดผิว ช่วยให้การนวดเป็นไปอย่างลื่นไหล ลดแรงเสียดสีระหว่างฝ่ามือกับผิวหนัง ทำให้ผู้นวดสามารถเคลื่อนไหวมือได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ผู้รับการนวดรู้สึกผ่อนคลายตลอดการนวด Massage Oil จึงเหมาะสำหรับการนวดที่ใช้เวลานาน เช่น นวดหลัง นวดไหล่ นวดคอ นวดขา นวดเท้า หรือนวดทั่วร่างกาย (Full Body Massage) ไม่ว่าจะเป็นการนวดเพื่อคลายความเมื่อยล้า ลดความตึงของกล้ามเนื้อ หรือการนวดสปาเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการพักผ่อน
คุณสมบัติสำคัญของ Massage Oil คือ มีความลื่นและซึมเข้าสู่ผิวได้ช้ากว่า Body Oil เพื่อให้มีเวลาสำหรับการนวดอย่างต่อเนื่อง หากน้ำมันซึมเร็วเกินไป ผิวจะเริ่มแห้ง เกิดแรงเสียดสีมากขึ้น ทำให้การนวดสะดุด ไม่สบายผิว และอาจทำให้ต้องเติมน้ำมันบ่อยครั้ง
ด้วยเหตุนี้ Massage Oil จึงมักมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มลื่น คงความชุ่มชื้นบนผิวได้นาน ช่วยให้การนวดมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมมอบความรู้สึกสบายตั้งแต่ต้นจนจบ
ใช้ Body Oil นวดตัวได้ไหม?
สามารถใช้ได้ ถ้าเป็นการนวดเบาๆ เช่น หลังอาบน้ำแล้วลูบ Body Oil ลงบนแขน ขา ข้อศอก หรือจุดที่ผิวแห้งง่าย ใช้ฝ่ามือนวดเบาๆ ให้เนื้อออยล์กระจายตัวและซึมเข้าสู่ผิว แบบนี้ Body Oil ทำได้ดีมาก เพราะเป้าหมายหลักคือบำรุงผิวและทำให้ผิวรู้สึกดีขึ้น
แต่ถ้าถามว่าใช้แทน Massage Oil ได้ 100% ไหม คำตอบคือ ไม่เสมอไป ถ้าคุณจะนวดนานๆ หรือใช้แรงกดต่อเนื่อง Massage Oil จะตอบโจทย์กว่า เพราะถูกออกแบบมาให้มีเนื้อสัมผัสที่ลื่นมากกว่า และอยู่บนผิวนานพอสำหรับการนวด
ดังนั้น Body Oil เหมาะกับการนวดเบาๆ ในชีวิตประจำวัน ส่วน Massage Oil เหมาะกับการนวดทำสปาผิว เพื่อความผ่อนคลายที่จริงจังกว่า
ออยล์บำรุงผิวเหมือนกัน แต่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานแตกต่างกัน
| Body Oil | Massage Oil | |
หน้าที่หลัก | น้ำมันบำรุงผิว และกักเก็บความชุ่มชื้น | น้ำมันนวดผ่อนคลาย ใช้นวดผ่อนคลาย ลดแรงเสียดทาน |
เนื้อสัมผัส | ซึมไว เบาสบายผิว | ลื่น นวดได้นาน ซึมช้ากว่า |
วิธีใช้งาน | ทาหลังอาบน้ำ หรือเมื่อผิวแห้ง | ใช้ระหว่างการนวดทั่วร่างกาย |
เหมาะกับ | ใช้หลังอาบน้ำ ใช้บำรุงผิวทุกวัน ใช้คู่กับน้ำหอม | ใช้นวดตัว นวดผ่อนคลาย การทำสปาผิว |
ความรู้สึกหลังใช้ | ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น ดูสุขภาพดี มีกลิ่นหอมติดตัว | ผิวลื่น ผ่อนคลาย |
เลือกแบบไหนดี?
วิธีเลือก Body Oil และ Massage Oil
• เน้นบำรุงผิวทุกวัน เลือก Body Oil
• เน้นนวดผ่อนคลาย ทำสปา Aromatherapy หรือ Relaxation เลือก Massage Oil
• ต้องการทั้งการบำรุงและการผ่อนคลาย สามารถมีทั้งสองประเภทไม่ว่าจะเป็น น้ำมันนวด หรือ บอดี้ ออยล์ ไว้ใช้งานตามโอกาส เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งการดูแลผิวและการพักผ่อนอย่างเต็มที่
Tip: หากเลือกออยล์ที่มีส่วนผสมของ Natural Oil หรือน้ำมันจากพืชธรรมชาติ เช่น Jojoba Oil, Sunflower Oil, Rice Bran Oil หรือ Sweet Almond Oil จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น นุ่มลื่น และมอบประสบการณ์การดูแลผิวที่อ่อนโยนยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบ Body Oil และ Massage Oil.
รับชมและสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ความหอมที่มาพร้อมการบำรุงผิวได้ที่ Blooming Collection , Pure Sensation Collection , Pride Of Asia Collection
สอบถามข้อมูล: Line Official Account @BathandBloom หรือคลิก https://lin.ee/5OFqP2f